เรื่องเล่าเมืองเถิน
ประวัติเมืองเถิน
แผนที่ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ศิลปะ
บทความ สารคดี เรื่องสั้น
หน้าหลัก
อาณาจักรทวารวดี   กำเนิดพระนางจามเทว
 
   
   จากกล่าวขานกันมาจากตำนาน 'นางจามเทว'ี ในสมัยอาณาจักรเมืองละโว้(ลพบุรี) ซึ่งเป็นอาณาจักรทวารวดีอันรุ่งเรือง ก่อตั้งโดยชาวมอญ หรือ ที่เรียกว่า 'คนจาม' ในสมัยนั้น ถือกำเนิดขึ้นมาก่อนอาณจักรศรีวิชัย หญิงสาวชาวจามนั้นนับถือยึดมั่นในประเพณีอย่างเคร่งครัด ในประวัติศาตร์ของชาวจามนั้นปรากฎเรื่องราวของพระนางจามเทวีได้ดังนี้ ได้มีเด็กผู้หญิงตัวน้อยได้ถูกนกยักษ์คาบเพื่อที่จะำร่างไปฉีกกิน แบ่งปันให้ลูกน้อยในรังเป็นอาหาร บังเอิญได้บินผ่านอาศมฤาษีผู้ทรงฤทธิ์ ผู้เป็นหัวหน้าฤาษีทั้งปวงได้เห็นจึงเกิดจิตเมตตาเด็กน้อยผู้น่าสงสารนั้น ซึ่งถ้าหากปล่อยไปเด็กน้อยต้องตกเป็นอาหรโดยแน่แท้ ด้วยเหตุว่าในกรรมเก่าชาติที่แล้ว นางเคยจับนกจากรังมาเลี้ยง ทำให้แม่นกอาลัยจนอกแตกตาย พระฤาษีสุเทพจึงโอมอ่านพระเวทให้นกยักษ์นำเด็กลงมาที่อา

ศม และอบรมสั่งสอนนกยักษ์ เพื่อตัดเวรตัดกรรมในชาตินี้ เด็กหญิงคนนั้นก็ก็ได้รับการรักษาบาดแผลอันเนื่องมาจากกรงเล็บอันแหลมคมของนกยักษ์ โดยใช้อาคมและสมุนไพรรักษาบาดแผลจนหายสนิท จากนั้นพระฤาษีก็ได้อบรมสั่งสอนวิชา พระเวท อาคมต่างๆ จนได้อายุ 14 ปี โดยมีชื่อเรียกว่า 'จาม' ด้วยว่าเป็นหญิงชาวจาม ด้วยฤทธิ์แห่งอภิญญาสมาธิพระฤาษีก็รู้ว่าต่อไปเด็กหญิงจามผู้นี้ยังต้องชดใช้กรรมอันเคยกระทำไว้ แต่ยังมีบุญกุศลที่เคยเลี้ยงดูนก ด้วยความรัก เอื้ออาทรจนเติบใหญ่แล้วปล่อยไป เมื่อนางได้เติบใหญ่ขึ้นมาเป็นหญิงสาวที่มีสิริโฉมงดงามถ้าหากเลี้ยงดูต่อไปจักเป็่ีนที่ครหาของบรรดาลูกศิษย์และคนทั่วไป จึงได้นำนางไปถวายพระจักพรรดิ์ซึ่งเคยเป็นศิษย์แห่งกรุงละโว้ให้เป็นพระราชธิดาบุญธรรม พระราชทานนามว่า 'จามเทวี' และจัดหาราชครูปุโลหิตมาอบรมวิชาในศาสตร์แขนงต่างๆให้ ด้วยพระจักรพรรดิ์และพระมหาเทวีมีเพียงพระโอรส แต่ไม่เคยมีพระธิดา จึงทรงโปรดและพระราชทานความรัก ความเมตตาแก่นางจามเทวียิ่งนัก อีกทั้งนางยังมีความเฉลียวฉลาดยิ่งนัก จดจำสิ่งต่างๆได้แม่นยำ ในเวลาไม่นานก็ทรงเรียนจบในศาสตร์แขนงต่างๆ และด้วยความสนิทสนมนั้นเอง พระโอรสก็ได้เกิดความรักใคร่ขึ้นมา พอได้พระชนมายุได้ 18 ปี พระราชโอรสจึงได้กราบทูลพระราชบิดาและพระราชมารดาขอสยมพรกับจามเทวี พระราชบิดาจึงทรงจัดให้ทั้งคู่ได้อภิเษกสมรสกัน และต่อมาก็ได้ครองราชเมืองละโว้ มินานนักพระนางจามเทวีก็ทรงมีพระครรภ์ มีพระสูติกาพระโอรสแฝด ทรงพระราชทานนามว่า 'มหัตยศ' และ 'อนันตยศ'
     มีเมืองแห่งหนึ่งชื่อเมือง 'บูรพนคร' ได้เกิดน้ำท่วมอย่างหนัก ถล่มจมลงไปทั้งนคร พระฤาษีสุเทพเห็นว่าประชากรทั้งหลายได้ล้มตายด้วยนำ้ท่วมและโรคต่างๆ จึงได้เรียกฤาษีผู้เป็นน้องทั้งสามคน อันมี พระฤาษีนารอด, พระสุทินฤาษี, พระดงฤาษี มาช่วยกันสร้างนครขึ้นมาใหม่ ชื่อว่าเมือง 'หิริภุญชัย' แต่ก็หาผู้ที่เหมาะสมมาเป็นกษัตริย์ไม่ได้ จึงได้ประชุมหารือกันเพื่อที่จะหาผู้เหมาะสมมาครองนคร เลยได้ลงความเห็นว่าพระนางจามเทวี พระมหาเทวีเมืองละโว้ธานีซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมพระฤาษีสุเทพ ซึ่งทรงรอบรู้วิชาการด้านต่างๆให้ครองเมือง จะทำให้เมืองหิริภุญชัยเจริญหลายพันปี ดังนั้นแล้วพระฤาษีสุเทพจึงทำฤทธิ์ปฏิหารย์เหาะเหินเดินอากาศเพื่อไปยังเมืองละโว้ เพื่อที่จะกราบทูลเพื่อขอให้องค์พระนางจามเทวีไปครองนครหิริภุญชัย ชาวเมืองละโว้ถึงกับเศร้าสลดไปทั่วแผ่นดิน พระนางจามเทวีจึงได้ขอให้พระโอรสทั้งสองตามเสด็จไปด้วย ก่อนจากเมืองละโว้พระนางจามเทวีได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลล้างกรรมให้เบาบางลง และทรงประกาศตนเป็นอุบาสิกาตลอดพระชนม์ชีพ เพื่อบำเพ็ญเพียรหลุดพ้นวัฐสงสาร จากนั้นเมื่อได้ทรงครองเมืองหิริภุญชัย ก็ทำให้บ้านเมืองมีความสุขสงบ และอุดมสมบูรณ์
     ตามตำนานเล่าต่ออีกว่า 'ขุนหลวงวิลังคะ' เจ้าแห่งชาวลัวะที่มีวิชาอาคมที่แกร่งกล้า ซึ่งก่อนหน้านั้น 'เจ้าพ่อเม็งราย' ทรงยกทัพไปปราบ และได้ขับไล่ให้ขึ้นไปอยู่บนดอยสูงขนาดว่าไม่ให้ได้ยินเสียงกบเสียงเขียด ขุนหลวงวิลังคะได้เกิดจิตจำนงค์จนถึงกินไม่ได้นอนไม่หลับเมื่อได้ยินกิตติศัพท์ของพระนางจามเทวีในด้านความเฉลียวฉลาดและมีสิริโฉมอันงดงาม ถึงกับได้ยกทัพมาตีเมืองหิริภุญชัย โดยที่ขุนหลวงวิลังคะไม่ได้ต้องการที่จะแย่งชิงครองนครหิริภุญชัย เพียงแต่อยากได้พระนางจามเทวีไปครอง นางจึงทรงใช้เล่ห์เพทุบายหลอกล่อขุนลัวะ และกำหนดวันทำพิธีอภิเษกสมรส ขุนหลวงวิลังคะถึงกับดีใจเฝ้าอมยิ้มนั่งรอวันรอคืน ในขณะนั้นเอง พระเจ้าแม่จามเทวีทรงส่งมาลาที่เย็บด้วยชายกระโปรง, ชายผ้าซิ่นที่ใ่ส่พระโลหิตระดูของพระนางมาให้ว่าที่พระสวามีสวมใส่ ส่วนขุนหลวงวิลังคะก็ดีใจยิ่งนักเฝ้าแต่อมยิ้มรอวันที่จะได้เชยชมภิรมย์รักกับพระนางจามเทวี ครั้นเมื่อใกล้กำหนดเวลจึงได้เดินทางไปนครหิริภุญชัย เมื่อใกล้ถึงวันนัดเหล่าหมู่อามาตย์ ราชบริพาร และประชาชน ต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าเวลามันได้ล่วงเลยสองเดือนแล้ว ขุนหลวงจึงกล่าวว่าถึงแม้ตนจะเป็นชาวป่าชาวดอย แต่ก็ยังรู้อาทิตย์ขึ้นอาทิตย์ลง ดังขุนหลวงวิลังคะกล่าวว่า "กูนั่งดูพระอาทิตย์ขึ้น ลง อยู่นั้นได้ 15 หน ตามกำหนดพอดี" แต่ชาวเมืองก็ยืนกรานเป็นเสียงเดียวกันว่าเวลาได้ล่วงเลยไปแล้ว ทำให้ขุนหลวงวิลังคะโกรธแค้นเป็นอย่างยิ่งเมื่อโดนกลอุบายของพระแม่เจ้า และด้วยความไม่รู้เท่าทัน จึงเมื่อได้กลับค่ายพักได้นำ 'เสน่า' พุ่งใส่เมืองหิริภุญชัย แต่ด้วยอาคมของขุนหลวงวิลังคะได้เสื่อมลง เสน่าจึงไปตกก่อนถึงกำแพงเมือง กลายเป็นหนองน้ำมาจนถึงทุกวันนี้ เรียกว่า 'หนองเสน่า' ทั้งรักและทั้งแค้น จนถึงกับอาเจียรเป็นโลหิตสิ้นลมหายใจ โดยที่ก่อนตายขุนหลวงวิลังคะได้สั่งให้พลลัวะนำร่างตนไปฝังยังดอย 'อชบรรพต' (ดอยสุเทพ) เป็นที่ซึ่งจะได้เห็นทัศนียภาพของเมือหิริภุญชัยได้ทั้งพระนคร แต่พลลัวะก็พยายามที่จะช่วยกันหามโลงศพกลับคืนไปดอยลัวะให้ได้ ซึ่งเมื่อได้เดินทางผ่านเขาลูกดังกล่าว ร่างของขุนหลวงวิลังคะก็หลุดร่วงกลิ้งลงคว่ำหน้าตรงที่สั่งให้ฝังศพพอดี พลลัวะจึงจำใจต้องฝังร่างของขุนหลวงวิลังคะไว้ดอยลูกนั้น และเรียกว่า 'ดอยคว่ำล่อง' ให้เป็นอนุสรณ์เตือนชาวป่าชาวดอย ถึงผู้เรืองอาคมคนหนึ่งซึ่งมัวเมาอยู่ในรูป รส กลิ่น เสียง และกิเลสตันหา โดยที่พระนางจามเทวีทรงเป็นลูกผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อความสงบสุขของคนจำนวนมาก
              พระนางจามเทวีกับเมืองเถินที่มีความสัมพันธ์กันนั้น เกี่ยวเนื่องว่า เมื่อปี พ.ศ. 1157 เจ้าดาวแก้วไข่ฟ้า ซึ่งเป็นเจ้าเมืองเถินสมัยนั้นได้สร้างวิหารอุโบสถขึ้น โดยมีนางจำปาเทวี หรือนางจามเทวี พระสหายของเจ้าเมืองได้ช่วยกันก่อสร้าง พระยาเจ้าเมืองมีมเหสีชื่อ “พระนางนารา” และมีนางป้อม,นางเป็งเป็นบริวาร ตามตำนานเล่าว่า พระนางจามเทวี ได้ปลูกต้นขนุนขึ้นเพื่อเป็นหลักเมืองเรียกว่า “ขนุนนางจามเทวี” ต้นขนุนจามเทวีมี 3 ต้น คือ ที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ 1 ต้น วัดพระธาตุลำปางหลวง 1 ต้น และวัดเวียง 1 ต้น

จาก..หนังสือเปิดตำนานอริยบุคคลสำคัญ
ค้นคว้าโดย  วีระยุทธ เพิ่มเครือ
เรียบเรียง : 'กฤช


เรื่องเล่าเมืองเถิน หน้าหลัก ประวัติเมืองเถิน
E-mail : thoen_post@hotmail.com