เรื่องเล่าเมืองเถิน
ประวัติเมืองเถิน
แผนที่ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ศิลปะ
สารคดี บทความ เรื่องสั้น
หน้าหลัก
เรื่องเล่าเมืองเถิน หน้าหลัก ประวัติเมืองเถิน
E-mail : thoen_post@hotmail.com
."หนองก้อง" หรือ "หนองฆ้อง" บ้านสบคือ ?
    หนองฆ้องวัดสบคือในปัจจุบัน เป็นที่ตั้งของศาลเจ้า "หลวงปู่ป่ง" และ "เจ้าพ่อข้อมือเหล็ก"
  'หนองฆ้อง' บ้านสบคือ เมื่อก่อนเคยเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นป่าสมบูรณ์และมีสัตว์ป่าชุกชุม จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ เคยเล่าว่า 'พ่อใหญ่หมู' เคยได้เห็นช้างเผือกออกมาหากินบริเวณหนองน้ำนี้อยู่บ่อยครั้ง และมีฝูงลิงกับนกป่าเป็นจำนวนมาก บริเวณหนองฆ้อง ก่อนที่จะมีการอพยพผู้คนมาก่อตั้งบ้านเรือนอาศัยนั้นเคยเป็นเขตแนวกำแพงเมืองด้านทิศใต้ของหัวเมืองชั้นใน โดยมีแนวกำแพงคันดินสูงไม่มีอิฐ ชาวบ้านเรียกว่า 'คือเมือง' มาบรรจบกันสองแนว หรือ สองคือ จึงได้เรียกว่า 'สบคือ' และแนวกำแพงเมืองได้ไปสิ้นสุดบริเวณทิศใต้วัดสบคือในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อก่อนเป็นแนวตลิ่งแม่น้ำวังและบริเวณวัดสบคือตอนนั้นยังเป็นที่ว่างเปล่าน้ำท่วมถึง ในเวลาต่อมาเมื่อน้ำได้ลดระดับลงและมีการเปลี่ยนทิศของแม่น้ำวัง ชาวบ้านซึ่งแต่เดิมได้อาศัยบริเวณทิศใต้ของหนองสาง หรือเวียงป้อม เวียงเป็ง จึงได้อพยพมาตั้งรกรากอยู่อาศัย และได้ทำการรื้อแนวกำแพงเมืองในบริเวณนี้ออกจดหมด คงหลงเหลือพอให้เห็นอยู่บ้างบริเวณด้านหลังหนองฆ้องทางทิศตะวันตก ซึ่งจะเป็นแนวกำแพงทอดยาวผ่านหมู่บ้านเวียงไปยังบริเวณด้านทิศเหนือของวัดเวียง ครั้นเมื่อก่อตั้งบ้านเรือนเสร็จ จึงได้ทำการก่อสร้างวัดสบคือในเวลาต่อมา โดยมี 'ครูบาน้อย' วัดอุมลอง เป็นประธานในการก่อสร้าง
  หนองฆ้องนั้นแต่เดิมมีน้ำขังตลอดปี จากตำนานเล่าว่า สมัยก่อนไทยกับพม่าทำสงครามกันอยู่นั้น ได้ผลัดเปลี่ยนกันมาปกครองพื้นที่บริเวณถิ่นนี้ ครั้งเมื่อพม่าชนะสงครามก็ไม่ได้ทำลายวัดวาอารามในเขตนี้ ได้แก่วัดเวียง วัดอุมลอง ด้วยว่า ชาวพม่ารู้ดีว่าวัดเหล่านี้มีความสำคัญ คือเป็นที่ประดิษฐานของพระสารีริกธาตุภายในพระเจดีย์ โดยเฉพาะวัดเวียง พม่าได้มาทำนุบำรุงเอาไว้มาก ดังจะเห็นได้จากศิลปะการก่อสร้างบางส่วนได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะพม่าอยู่บ้าง ครั้นเมื่อทำการทำนุบำรุงอยู่นั้น พม่าก็ได้นำ 'ปักกะตื๋น' หรือสมุดลายแทงสมบัติเมื่อครั้งเดิมที่ได้เคยฝังสมบัติเอาไว้ และได้ขุดตามลายแทงบริเวณหนองน้ำแห่งนี้ ได้ 'ฆ้องคำ' หรือ 'ฆ้องทองคำ' จึงได้เรียกว่า 'หนองฆ้อง' มาจวบจนปัจจุบัน
  และ 'ฆ้องทองคำนี้' ได้สันนิษฐานว่า พม่าไม่ได้นำเอากลับประเทศไปด้วย และได้นำไปบรรจุไว้ในพระธาตุวัดเวียงนั่นเอง จากหลักฐานลายแทงลายแทงของพม่านั้น พม่าได้ฝังทรัพย์สินสมบัติไว้ในบริเวณวัดเวียงไว้มาก โดยมีเรื่องเล่าอีกว่า มีพม่าชื่อว่า 'หม่องเต็ง' ได้ลายแทงมาจากพม่า และได้มาขุดเอาพระเครื่องในบริเวณวัด ได้พระเครื่องเป็นจำนวนมาก โดยต่อมาก็ได้มีอันเป็นไป กลายเป็นคนบ้า เสียสติ
  หนองฆ้องในระยะต่อมาเมิ่อบ้านเมืองได้เปลี่ยนรูปแบบการปกครองเป็นมณฑลและจังหวัดแล้ว ก็กลายเป็นหนองน้ำขนาดเล็ก ชาวบ้านมักจะนำวัวควายมาเลี้ยง และวัวควายมักจะจมปลักอยู่บ่อยๆ ชาวบ้านจะใช้เชือกเป็นบ่วงคล้องดึงวัวควายขึ้นมา และมักเรียกว่า 'หนองก้อง'(คล้อง) จึงเป็นอีกตำนานหนึ่งที่เล่าขานกันมา บริเวณหนองฆ้องนั้นแต่เดิมมีพันธ์ไม้และต้นไม้ใหญ่มากมาย โดยเฉพาะต้นมะขาม และต้นจาว และเป็นที่ตั้งของศาลเจ้า 'หลวงปู่ป่ง' ที่ชาวบ้านมักจะเคยเห็น มีลักษณะเป็นชายชราห่มผ้าขาว เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 บริเวณหนองฆ้องเคยเป็นหอประชุมใหญ่ของกลุ่ม 'อักษะ' ที่มีญี่ปุ่นเป้นแกนนำ และเป็นที่น่าเสียดายว่าปัจจุบันบริเวณหนองฆ้องนั้นเหลือพื้นที่สาธารณะเพียง 1 ใน 4 ของพื้นที่เดิมเท่านั้น

วัตถุโบราณที่ขุดพบบริเวณหน้าวัดสบคือลักษณะสีดำ สำริด
   กล้องยาสูบที่ถูกขุดพบ ณ บริเวณชุมชนวัดม่าน(พม่า ; ซึ่งปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยประวัติศาสตร์แล้ว) โดย นายเปี้ย(ปัจจุบันเสียชีวิต) เมื่อตอนที่ขุดบ่อน้ำ อยู่ลึกจากพื้นดินประมาณ 4 เมตร ซึ่งจากการบอกเล่า ว่าพื้นที่ลึกลงไปในพื้นดินยังพบชาม, ไหโบราณเป็นจำนวนมาก และเสาไม้ขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดอุทกภัย เนื่องจากเป็นพื้นที่ใกล้กับแม่น้ำวัง