เรื่องเล่าเมืองเถิน
ประวัติเมืองเถิน
แผนที่ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ศิลปะ
สารคดี บทความ เรื่องสั้น
หน้าหลัก
E-mail : thoen_post@hotmail.com
ความจากพงศาวดารเมืองเถินโดยสังเขป
 

   

    เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๙๒ บันทึกจากตำนานพระธาตุลำปาง ได้กล่างถึง 'เจ้าหาญแต่ท้องเมืองนคร' เมื่อครั้งบูรณะพระธาุตุลำปาง เจ้าหาญแต่ท้องเมืองนคร ได้แต่งตั้ง 'เจ้าฝั้นเมือง' มาปกครองเมืองเถิน เจ้าฝั้นเมืองมีความเป็นห่วงตัวเมืองที่สร้างรักษาพระธาตุจากการกัดเซาะของแม่น้ำวังตั้งแต่วัดออมแก้วหรือวัดอุมลองลงมา จึงได้สร้าง 'เวียงป้องเวียงเป็ง' ขึ้นมาอีก ตามชื่อธิดาทั้งสองคน อาณาเขตลานนาไทยในยุคนั้นได้บรรยายไว้ว่า 'เมืองอิงฆปถรัฐ' คือเมืองเถิน เป็นถปันนารักษาด่านของเมืองเชียงใหม่ ทั้งหมดได้แก่ เมืองนคร เมืองแพร่ เมืองน่าน เมืองเชียงแสน เมืองเชียงราย เมืองพะเยา เมืองหาง เมืองฝาง เมืองงาว เมืองลอง เมืองเสริม เมืองป๋วง เมืองลี้ เมืองฮอด เมืองสอย เมืิองตื๋น และเมืองเถิน รวม ๑๗ รัฐเมือง ซึ่งหลังจากนี้เรื่องราวของเมืองเถินก็สูญหายไปถึง ๑๓๓ ปี
   
    ลุล่วงถึง ปี พ.ศ. ๒๑๒๕ 'เจ้ามังธา' จากกรุงหงสาวดีเข้าตีเมืองเชียงใหม่ แล้วครองเมืองประมาณ ๔๐ ปี ก็ได้เกิดอัคคีภัยครั้งใหญ่จึงได้ปล่อยให้เมืองร้าง โดยที่ช่วงนั้น 'แสนพ่อเมืองบัวบาน' ได้ปกครองเมืองเถินสืบเนื่องมาจากราชองค์การของราชวงศ์เชียงใหม่ เมื่อเชียงใหม่แพ้พม่า ก็ตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของพม่าตามลำดับการปกครอง
   
    ปี พ.ศ. ๒๑๖๕ หลังจากที่พม่าทิ้งเมืองเชียงใหม่ให้ร้างแล้ว พระยาเมืองน่านก็แข็งเมืองต่อพม่า ได้เข้าไปอยู่ที่เมืองเชียงใหม่
   
    ปี พ.ศ. ๒๑๗๕ สมัย 'พระเจ้าสุโธธรรมราชา' แห่งพม่าได้ไปทำการปราบพระยาน่านที่แข็งเมืองครองเมืองเชียงใหม่ ช่วงนั้นเริ่มมีการแข็งเมืองของฝ่ายลานนาอยู่เป็นจำนวนมาก หลังจากที่พระเจ้าสุโธธรรมราชาได้ปราบพระยาน่านผู้แข็งเมืองคนสำคัญได้แล้ว ได้โปรดให้ 'ขุนด่านสุตตา' ผู้นั่ง(ปกครอง)เมืองเถินเข้าเฝ้า เพื่อให้รับตำแหน่งจากฝ่ายพม่า แต่ขุนด่านสุตตาไม่ยอมรับตำแหน่งใดๆ พม่าจึงแต่งตั้ง 'หมื่นชกายเลอแกน' ปกครองเมืองเถินแทน ด้านขุนด่านสุตตาเกรงอาญาจึงได้ไปบวชที่วัดพระธาตุลำปาง
   
    ปี พ.ศ. ๒๑๗๘ หมื่นชกายเลอแกน ปกครองเมืองเถินได้ไม่นาน ก็ได้เปลี่ยน 'พระยาไชยสงคราม' ขึ้นมาปกครองแทน
  
    ปี พ.ศ. ๒๑๗๙
ทัพของกรุงศรีอยุธยาเข้าตีเมืองเถิน 'พระยาแสนหลวง' ผู้รักษาเมืองตายในสนามรบ ชาวเมืองเถินจึงลี้ภัยพยพไปอยู่ที่นครลำปางยาวนาน ๑๓ ปี
   
    ปี พ.ศ. ๒๑๙๒ 'ขุนด่านสุตตา' ชาวเมืองเถินผู้มีเกียรติประวัติสำคัญ ที่ไม่ยอมขึ้นรับตำแหน่งนายทหารจากพม่าในครั้งก่อน ขณะนั้นได้อุบาสก(บวช)อยู่ที่วัดพระธาตุลำปาง ได้มีบุตรชาย ๓ คน ได้แก่ ขุนหมื่น ขุนไชย และสามเณรอาทิตย์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ครูบาเจ้าลำปางหลวง ต่อมาได้เป็นสังฆมหาเถร สร้างวัดเวียง และวัดอุมลอง มีศิษย์ติดตามชื่อมหาเณรจันทร์
    
    ปี พ.ศ. ๒๒๐๕ พม่าได้เข้ามาปกครองอีก และได้ให้ช่าง ๒๐ หมู่ สร้างเมืองเถินขึ้นมาดังเก่า แล้วตั้งจารีตเมืองเถินขึ้นมาใหม่ ราวปี พ.ศ. ๒๒๐๘ ทัพสังคโลกเข้ามาโจมตี เมืองเถินก็ได้ทัพจากเมืองลี้ เข้ามาเสริมกำลังช่วยเหลือ

    ปี พ.ศ. ๒๒๒๓ พม่าในสมัยของ 'สมเด็จธรรมิกราช' โปรดให้ 'มังแลหมอรตรา' มาปกครองเมืองเชียงใหม่ ช่วงเวลานั้นก็เกิดการปรารภของประชาชนเมืองเถินว่าอยู่อย่างไม่มีความสุข เพราะไม่ี่มีเชื้อสายของคนเมืองเถินขึ้นมาปกครอง ตอนนั้นเองก็มีการแต่งตั้งให้ 'ขุนหมื่น' ลูกชายคนโตของขุนด่านสุตตาไปปกครองเมืองล้านช้าง แล้วให้ชกายแสนศรีมาปกครองเมืองเถิน ถัดต่อมาก็เปลี่ยนผู้ปกครองตามลำดับ ได้แก่ ชกายเลมแก้ว ชกายด่านจิตตา และชกายเทวิน ตามลำดับ จวบจนถึงยุคแผ่นดินตนบุญเทพสิงห์มีอำนาจในเมืองเชียงใหม่ ซึ่งในขณะนั้นเมืองเถินมีลี้พลประมาณหนึ่งหมื่นห้าพันคน
    ถ้าจะกล่าวถึงวัดที่เป็นปึกแผ่นในระยะนั้น นอกจากวัดเวียงและวัดอุมลองแล้ว ยังมีวัดเครือข่ายได้แก่ วัดห้วยเกี๋ยง วัดป่าตาล วัดล้อมแรด และวัดห้างนา
    นอกจากลูกชายคนโตของขุนด่านสุตตา คือ 'ขุนหมื่น' ได้เป็นพระยาเมืองน่านแล้ว น้องชาย 'ขุนไชย' ก็ได้มา้เป็นพ่อเมืองสุทินแก้วรอดคำ ปกครองเมืองเถิน
    ต่อมาเมื่อมหาสังฆเถรอาทิตย์ได้มรรภาพแล้ว 'มหาเณรจันทร์' ซึ่งเป็นศิษย์ ได้ขึ้นไปเก็บต้นยาพยาธิบริเวณเจดีย์ร้างวัดดอยป่าตาล ได้พบซากกรุเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุ แผ่นจารึกทองคำ และผอบทองคำ จึงได้ช่วยกันบูรณะพระเจดีย์ จากนั้นพระมหาเณรจันทร์ได้รับฉายาว่า 'จันทรังสีมหาเถระ'
    สกุลของหมื่นด่านเมืองไชย อันสืบเชื้อสายมาจากขุนด่านสุตตานั้น ได้แก่ สกุล แสนด่าน, แสนชินาการ, แสนมนตรี, แสนขง
    ช่วงเวลานั้นพงศาวดารยังได้กล่าวอ้างไว้ถึงเรื่องที่ มหาป่าเจ้าหล้าหิน(วัดไหล่หิน) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดลำปางกลาง เป็นศิษย์ร่วมครูเดียวกันกับ วัดปงยางคก วัดศรีกลางเวียง โดยได้วางธรรมเนียมกันไว้ว่า วัดทั้งสามแห่งนี้จะต้องปฎิบัติเยี่ยมเยียนกันเมื่อถึงคราวมีปัญหา และยังมีวัดที่เมืองเถินก็ได้ถือครูเดียวกัน ได้แก่ วัดห้วยเกี๋ยง วัดดอนเหิง(วัดร้างดอนเหินในปัจจุบัน) วัดป่าตาล วัดหนองแลก วัดห้างนา โดยยึดถือเอาวัดเวียงเป็นหลัก
    
    ปี พ.ศ. ๒๓๑๗
พระเจ้าตากสินเข้าตีเมืองเชียงใหม่ได้รับชัยชนะ ก็ได้แต่งตั้ง 'พ่อเมืองสิงห์แก้ว' เป็นพระยาเถิน ระยะเดียวกันนี้เจ้าพระยาจักรี และพระยาสุรสีห์เมื่อเสร็จศึกก็เสด็จเดินทางกลับโดยผ่านที่เมืองเถิน(จากความในตำนานเจ้า ๗ พระองค์) ต่อมาจนถึงสมัยของ 'พระยาอสังขอราชธานี' ปกครองเมืองเถิน พม่าเงี้ยวได้จับเอาพระยาเถินและพระยาเมืองแพร่ส่งตัวไปยังเมืองอังวะ เมืองเถินจึงขาดเจ้าเมือง จึงได้แต่งตั้ง 'พระยาชมพู' ขึ้นเป็นพระยาเถินแทน มีชื่อว่า 'จันทุบุรียะ'

    ปี พ.ศ. ๒๓๓๘ 'พระจันทุบุรียะ' ผู้ปกครองเมืองเถินเป็นหลักในการสร้างศาลาแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๓๓๙ จากนั้นก็ดำเนินการสร้างกุฏิพระ

    ปี พ.ศ. ๒๓๔๓ ขณะที่ 'พระเจ้ากาวิละ' กำลังสร้างเมืองเชียงใหม่ไม่ทันเสร็จแล้วดี พม่าก็ได้เข้ามาล้อมเมือง จึงได้ขอกำลังทัพจากราชวงศ์จักรี(สมัย ร.๑ ระหว่าง ๒๓๒๕-๒๓๕๒) ขึ้นมาช่วยเหลือ ทรงแต่งตั้งให้ 'สมเด็จเจ้าวังหน้า' ยกทัพมาตั้งทัพที่เมืองเถิน
  
    'สมเด็จพระเอกาทศรถ' ตั้งพลับพลาที่เมืองเถิน
    ย้อนไปเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๑๔๓ ปีจอกลางเดือน ๖ เรื่อง 'ไทยรบพม่า' ของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวถึงเรื่อง เกิดเหตุวิวาทระหว่าง พระเจ้าเชียงใหม่และพระรามเดโช 'สมเด็จพระนเรศวรมหาราช' จึงรับสั่งให้ 'พระเจ้าน้องยาเธอสมเด็จพระเอกาทศรถ' ไปตั้งพลับพลาีที่ประทับอยู่ที่เมืองเถิน แล้วให้มีรับสั่งไปยังเจ้าเมืองเชียงใหม่ และเจ้าเมืองน้อยใหญ่ในแว่นแคว้นล้านนามาเข้าเฝ้าที่เมืองเถิน เพื่อที่จะทรงระงับเหตุวิวิาทนั้น

    ความในพงศาวดารเถิน เกี่ยวกับปฐมวงศ์นักรบของเถิน
    ต้นวงศ์เมืองเถินในยุคแรก ได้แก่ พระยาพรหมทัตต์(พญากัณฑ์) และเนื่องด้วยเกิดศึกรบทางด้านทิศใต้อย่างเสมอ พระยาพรหมทัตต์ได้ออกสู่สนามรบจนรี้พลล้มตายเป็นจำนวนมาก เมื่อกลับมาที่สำนักเมืองก็พบว่ามีแต่มรรดาเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนบุตรและภรรยาล้วนเสียชีวิตทั้งหมด ส่วนทางด้านข้าศึกเมื่อปล้นเมืองเสร็จก็ถอยทัพกลับไป เพื่อรักษาศรีแห่งชายชาตรี พระยาพรหมทัตต์จึงได้เชือดคอตนเอง จึงเป็นอันสิ้นวงศ์พรหมทัตต์เพียงเท่านั้น
    ต่อมาเมืองเถินก็เป็นเมืองแห่งพุทธศาสนาอย่างจริงจัง มีชื่อว่า อิงฆปถรัฐ โดยมีพระสงฆ์เป็นอธิปติเรื่อยมาจนกระทั่งถึงวงศ์ลานนาไทย
    ดังความกล่าวอ้างในพงศาวดารและตำนานต่างๆของเมืองเถิน นอกจากจะแสดงถึงการเป็นเมืองนักรบแต่อดีตและเมืองหน้าด่านอันสำคัญแล้วยังมีความเกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ เช่น เหตุการณ์เกี่ยวกับพระสงฆ์จากสกุลของ ขุนด่านสุตตา นับตั้งแต่พระมหาสัฆทิตต์เรื่อยลงมา ได้มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสำนักสงฆ์สำคัญในเมืองลำปาง คือ วัดพระธาตุลำปาง วัดไหล่หิน วัดปงยางคก วัดลำปางกลาง ที่ซึ่งต่อมาชาวคณะสงฆ์และชาวลำปางก็ได้อาศัยวัดเป็นที่ซ่องสุมกำลังพลต่อสู้กับกองทัพพม่า มีเรื่องเล่าว่าสมภารวัดสามขานางยาบศิษย์ของวัดลำปาง ได้ประกอบวีรกรรมต่อสู้กับข้าศึกพม่าจบตายในสนามรบพร้อมกับเสนาซ้ายขวาที่เป็นเจ้าอาวาสเก่า มาจนถึงสมัย 'เจ้าทิพย์ช้างพรานป่า' ศิษย์สำนักวัดปงยางครก ที่เป็นหล่งซ่องสุมกองกำลังต่อสู้กู้อิสภาพจากพม่า จนกระทั่งสามารถทำการสำเร็จลุล่วงได้ในปี พ.ศ. ๒๒๗๕ หลังจากนั้นจนกระทั่งถึงยุคปลายกรุงศรีอยุธยาและสมัยธนบุรี ซึ่งในขณะนั้นชาติไทยสถานะการณ์ยังระส่ำระสายมาจนถึงยุคสมัยรัตนโกสินทร์ ขณะนั้นเจ้าวงศ์ ๗ พระองค์จากเชื้อสายสกุลทิพย์ช้างได้มีส่วนเป็นกำลังรวบรวมเมืองเหนือไว้ให้เป็นปึกแผ่น ส่วนเมืองเถินนั้นสกุลที่ควรยกย่องได้แก่ สกุลขุนด่านสุตตา
    ความในพงศาวดารเมืองเถินและตำนานต่างๆ ได้ขาดหายไปในช่วงระยะสมัยของ 'สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ' เป็นอย่างมาก(พ.ศ. ๑๙๙๑-๒๐๓๑) บันทึกในพงศาวดารโยนกได้กล่าวถึงเรื่องราวสมัยพระเจ้าติโลกราช ว่า ทัพพระยาหลวงสุโขทัยธานีเข้าตีเมืองเชียงชื่น ขณะนั้นมี 'หมื่นแคว้น' เป็นผู้ปกครองเ

มืองเชียงชื่น ในการศึกครั้งนั้นหมื่นแคว้นได้ตายในสนามรบ ครั้นเมื่อข้าศึกได้ถอยทัพกลับไปแล้ว 'หมื่นกอง' ที่เคยปกครองเมืองนครได้ไปครองเมืองเชียงชื่นแทน เรื่องศึกเมืองเชียงชื่นสมัยพระบรมไตรโลกนาถจากหนังสือลิลิตยวนพ่าย ก็ได้กล่าวถึงเมืองเชียงชื่นซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นประมาณปี พ.ศ. ๒๐๐๗ เกี่ยวกับเรื่องเมืองเชียงชื่นนี้แม้ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม สถานที่นั้นจะต้องมีประวัติวีรกรรมอย่างสำคัญ เพราะบทความจากลิลิตยวนพ่ายได้แสดงถึงความแข็งแรงต่อการเป็นเมืองหน้าด่านของเมืองเชียงชื่น
    คำว่า 'เชียงชื่น' นี้ เป็นชื่อวงศ์ของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมักใช้คำว่า 'เชียง' นำหน้าเมืองต่างๆ จากวงศ์ลานนาไทยของพระเจ้าเม็งราย ทั้งชาวอำเภอลองและชาวอำเภอเถินต่างก็ไม่มีประวัติชื่อเมือง 'เชียงชื่น' นี้เลย
    เรื่องราวของ 'เมืองเถิน' และ 'เมืองเชียงชื่น' จะเป็นอันเดียวกันหรือไม่ อยู่ที่การพิสูจน์และการค้นคว้า ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีการค้นคว้าในเชิงลึกมากกว่าตำนานที่มีอยู่ แต่เรื่องราวของเมืองเถินอันเป็นเมืองที่มีประวัติวีรกรรมมาช้านาน ก็เป็นที่น่าสนใจยิ่ง



 


ข้อมูล : จากหนังสือขุมทรัพย์สังฆเติ๋น, เนื่องในงานทอดกฐินสามัคคีถวายวัดสบคือ อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง
           เรียบเรียงและเขียนโดย อาจารย์ศักดิ์ สักเสริญ (ศักดิ์ ส.) รัตนชัย


หมายเหตุ : มีการแก้ไขตัดทอนข้อความและการเรียบเรียงบางส่วนจากต้นฉบับ     'กฤช พรมชาติ




 
เรื่องเล่าเมืองเถิน หน้าหลัก ประวัติเมืองเถิน