E-mail : thoen_post@hotmail.com เมืองเถิน..ชุมทางสำคัญในเขตแคว้นล้านนาไทย
 

 
       เรื่องเล่าเมืองเถิน
        ข้อมูลเมืองเถิน : เมืองโบราณ
เมืองเถิน
ประวัติเมืองเถิน
แผนที่ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ศิลปะ
สารคดี บทความ เรื่องสั้น
หน้าหลัก
     
    เมืองเถินนับได้ว่าเป็นเมืองประวัติศาสตร์อันเก่าแก่อีกเมืองหนึ่งในดินแดนภาคเหนือของประเทศไทย เพราะยังปรากฏหลักฐานทางโบราณคดี เช่น ซากเวียงที่มีคูน้ำและคันดินโอบล้อมเหลือให้เห็นชัดเจน อีกทั้งมีวัดโบราณที่สำคัญ เช่น วัดเวียง ซึ่งยังมีพระภิกษุจำพรรษาสืบเนื่องมาจนทุกวันนี้เป็นประจ้กษ์พยายอยู่
   เหตุที่เมืองเถินมีการพัฒนาการขึ้นมาเป็นเมืองได้นั้น ก็เนื่องมาจากตั้งอยู่ในตำแหน่งภูมิศาสตร์ที่เป็นชุมทางการคมนาคมของผู้คนตั้งแต่สมัยโบราณ ที่ใช้สัญจรไปมาระหว่างบ้านเมืองในลุ่มน้ำ ปิง วัง และยม ถ้ามองอย่างเผินๆ ก็อาจจะเห็นแต่เพียงว่า เมืองเถินตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำวังที่ไหลมาจากเมืองลำปางไปบรรจบกับแม่น้ำปิงทางใต้ในเขตอำเภอบ้านตาก อันนับเป็นเส้นทางคมนาคมจากเมืองตากที่อยู่ในเขตลุ่มน้ำปิงตอนล่างกับเมืองลำปางเป็นสำคัญ และถนนหลวงซึ่งเป็เส้นทางคมนาคมปัจจุบันนี้ ก็สร้างทับลงไปบนเส้นทางคมนาคมแต่โบราณนั้นเอง  
   ยิ่งกว่านั้น ผู้ที่เป็นนักประวัติศาสตร์ก็อาจตั้งข้อสังเกตุได้อีกว่า จากเมืองเถินนั้นมีเส้นทางที่ข้ามช่องเขาไปยังลำน้ำลี้ ที่ลงไปติดต่อกับชุมชนบ้านเมืองในเขตจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ได้ ดังเห็นได้จากข้อความที่ระบุไว้ในพระราชพงสาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐอัษรนิติ์ว่า ในรัชกาลของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมื่อ พ.ศ. ๑๙๙๙ ได้ แต่งทัพให้ไปเอาเมือง "ลิสบทิน" (ส่วนฉบับพระราชหัตถเลขากล่าวถึงเหตุการณ์ในช่วงเดียวกันว่า เมื่อ พ.ศ. ๑๙๘๕ ได้แต่งทัพไปเอาเมือง "ศรีสพเถิน") คำว่า "ลิสบทิน" นั้น นักประวัติศาสตร์ให้ความเห็นว่าเป็น "ลี้สบเถิน" ซึ่งก็หมายถึงเมืองเถินและเมืองลี้ 
   เรื่องนี้ดูสอดคล้องกันกับการตัดถนนจากเถินผ่านลี้ไปยังลำพูน ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมที่ใช้เดินทางไปลำพูน-เชียงใหม่ มาแต่เดิมมิใช่น้อย
   แต่ถ้าหากได้พิจารณาศึกษาจากลักษณะภูมิประเทศและหลักฐานทางโบราณคดีเพิ่มเติมแล้ว ก็จะพบว่าเมืองเถินไม่ได้เพียงแต่ตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมระหว่างลุ่มน้ำวังกับลุ่มน้ำปิง หรืออีกนัยหนึ่งระหว่างเมืองตาก เมืองเถิน เมืองลำปาง เมืองลำพูน และเมืองเชียงใหม่เท่านั้น หากตั้งอยู่บนเส้นทางที่สามารถติดต่อไปยังบรรดาบ้านเมืองในลุ่มน้ำยมในเขตจังหวัดสุโขทัยและแพร่อีกด้วย
   เส้นทางดังกล่าวนี้ ปัจุบันทางราชการก็ได้ตัดถนนหลวงทับลงไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน คือจากเถินไปทุ่งเสลี่ยมและสวรรคโลกอีกเส้นหนึ่ง และจากเถินไปวังชิ้นอีกเส้นหนึ่ง
   เส้นทางโบราณจากเถินไปยังลำน้ำยมในเขตจังหวัดสุโขทัย คือเส้นทางตามลำน้ำแม่มอกที่มีต้นน้ำอยู่ที่เขาดอยขุนแม่มอก ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเถิน ลำน้ำที่ไหลลงทางใต้ผ่านบ้านแม่มอกใต้ ลงสู่ที่ลุ่มในเขตสะพานหิน แล้วผ่านซอกเขาลงสู่ที่ลุ่มที่ขนาบไปด้วยเทือกเขาทั้งทางตะวันตกและตะวันออก ผ่านบ้านห้วยริน บ้านแม่เสลียมหวาน บ้านปางอ้า มายังบ้านแม่พุ แล้วลำน้ำหักวกผ่านช่องเขาในเขตตำบลแม่บ่อทองและบ้านโปงฝางมาทางตะวันออกเข้าเขตพื้นที่ราบลุ่มของห้วยกลางดงสุ่บริเวณชุมชนในอำเภอทุ่งเสลี่ยม มายังบ้านใหม่ แล้วหักลงมาทางตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านมาทางบ้านท่าวิเศษมายังบ้านขอนไม้ซุง ลงสู่ที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงของฝั่งน้ำยมในเขตอำเภอศรีสำโรง อันเป็นบริเวณที่มีลำห้วยหลายสายจากภูเขาและที่สูงทางด้านตะวันตกไหลมาร่วมด้วย
   ลำน้ำแม่มอกนี้ ตอนที่ผ่านเขตอำเภอทุ่งเสลี่ยมลงมา มีชื่อเรียกว่า "ลำน้ำฝากระดาน" เป็นชื่อที่มีมาแต่โบราณ ตรงที่ลำน้ำฝากระดานผ่านเขตบ้านท่าวิเศษเป็นบริเวณที่มีถนนพระร่วง อันเป็นคันดินหรือถนนโบราณที่ตัดจากเมืองสุโขทัยผ่านขึ้ไปยังเมืองสุโขทัยผ่านขึ้นไปยังเมืองศรีสัชนาลัยทางทิศเหนือ ณ บริเวณบ้านท่าวิเศษ อันเป็จุดที่ลำน้ำแม่มอกหรืลำน้ำฝากระดานไหลมาสัมพันธ์กับถนนพระร่วงนี้เป็นที่ตั้งของเมืองโบราณสุโขทัยที่สำคัญเมืองหนึ่ง คือเมืองบางขลัง ที่ถูกกล่าวถึงในศิลาจารึกสุโขทัยหลายๆหลัก
   เมืองนี้เป็นเมืองกึ่งกลางระหว่างเมืองสุโขทัยและเมืองศรีสัชนาลัย ที่ศิลาจารึกวัดศรีชุมระบุว่า เมื่อขุนผาเมืองและขุนบางกลางหาวยกกองทัพจากเมืองศรีสัชนาลัยมาตีสุโขทัยคืนจากขอมสมาดโขลญลำโพงนั้น ก่อนถึงสุโขทัยได้นำไพร่มาตบ(พบ)กันที่เมืองบางฉลัง และเช่นเดียวกันในจารึกวัดป่ามะม่วงก็ระบุว่า ก่อนสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิทัยขึ้นครองราชย์ ณ เมืองสุโขทัยนั้น ทรงประทับอยู่ ณ เมืองศรีสัชนาลัยก่อนแล้วจึงยกกองทัพจากศรีสัชนาลัยผ่านเมืองบางฉลังไปตีเมืองสุโขทัย ทรงประหารศัตรูแล้วเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ
   เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าตรงบริเวณที่ลำน้ำแม่มอกหรืลำน้ำฝากระดานตัดผ่านเมืองบางฉลังนั้น เป็นบริเวณที่ไม่เพียงแต่เป็นจุดผ่านจากศรีสัชนาลัยมายังสุโขทัยตามที่มีกล่าวในจารึกสุโขทัยเท่านั้น หากเป็นจุดรวมที่จะเดินทางตามลำน้ำไปยังเมืองเถินทางตะวันตกเฉียงเหนืออีกด้วย โดยเหตุที่เมืองบางฉลังและเมืองเถินต่างก็เป็เมืองชุมทางคมนาคมเหมือนกัน เมืองประเภทนี้นับเนื่องเป็นเมืองหน้าด่านในทางยุทธศาสตร์
   ก่อนการตัดถนนหลวงจากอำเภอสวรรคโลก ทุ่งเสลี่ยม และเถิน ผู้คนแต่โบราณจากเถินมายังทุ่งเสลี่ยมและสวรรคโลกต่างก็เดินทางติดต่อกันด้วยเส้นทางตามลำน้ำแม่มอกทั้งสิ้น สิ่งที่เป็นหลักฐานคือ บรรดาผู้คนในเขตอำเภอทุ่งเสลี่ยมนั้น ส่วนใหญ่คือผู้ที่อพยพเคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานจากเมืองเถิน ในสายตาของคนในเขตอำเภอสุโขทัยและอำเภบ้านด่านลานหอย เห็นว่าคนที่อยู่ในเขตอำเภอทุ่งเสลี่ยมเป็นคนลาว(หมายถึงผู้คนที่อยู่ในภาคเหนือ) ประเพณีการสรร้างบ้านเรือนและวัดวาอารามก็มีลักษณะที่อยู่ทางเขตเถินและลำปาง
   เส้นทางโบราณอีกเส้นหนึ่ง คือ จากเมืองเถินไปยังเมืองตรอกสลอก ริมฝั่งน้ำยมในเขตอำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ทางตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นเส้นทางที่ผ่านตามลำน้ำในหุบเขาและช่องเขา ทำนองเดียวกับเส้นทางจากเถินไปทุ่งเสลี่ยมและสวรรคโลก นั่นคือทางตะวันออกเฉียงเหนือของอำเภอเถินมีลำน้ำสายหนึ่ง ชื่อห้วยแม่ปะ ไหลลงมาบรรจบกับลำน้ำวัง ห้วยแม่ปะมีต้นน้ำมาจากที่สูงและภูเขาในเขตบ้านวังคำและปางกุ่ม ผ่านซอกเขาลงสู่ที่ลุ่มในเขตบ้านท่ามะเกว๋นและบ้านท่าผา ลงมาลำน้ำวัง ถ้าเดินทางตามลำห้วยแม่ปะขึ้นไป พอถึงต้นน้ำก็จะข้ามซอกเขาในบริเวณสันปันน้ำ ลงสู่ต้นน้ำของลำน้ำสร้อยในเขตบ้านวังคำ บ้านปางขัน ลงสู่ที่ราบลุ่มในเขตบ้นแพะ ผ่นบ้านแม่ลา บ้านป่าสัก บ้านสองแคว บ้านปางไช และบ้านปางมะโอ ลงสู่แม่น้ำยม และเดินทางตามลำน้ำยมขึ้นไปทางเหนือก็จะถึงอำเภอวังชิ้น อันเป็นบริเวณที่มีเมืองโบราณเมืองหนึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยม ตรงบริเวณลำห้วยสลก เมืองนี้มีร่องรอยคันดินและซากวัดโบราณ แต่วัดที่มีความสำคัญคือวัดปงสนุก ซึ่งมีผู้พบศิลาจารึกในสมัยสมัยแรกๆ ของสุโขทัยหลักหนึ่ง จารึกนี้เอ่ยถึงชื่อเมืองตรอกสลอบ และบุคคลผู้หนึ่งแซงุน ว่าได้ร่วมกันสร้างพระและธาตุเจดีย์
   เมืองโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ในตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นชุมทางคมนาคม สามารถเดินทางติดต่อไปยังบรรดาชุมชนในที่ราบลุ่มทางเหนือของลำน้ำยม คือเมืองลอง ในเขตบ้านปิน จัหวัดแพร่ ตลอดไปจนกระทั่งถึงเมืองแพร่โดยไม่ยาก
   จากตำแหน่งและสภาพทางภูมิประเทศตามที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าเมืองเถินคือเมืองด่านที่เป็นชุมทางคมนาคมที่มีความสำคัญยิ่งมาแต่โบราณ และโดยฐานะดังกล่าวทำให้ชุมชนในท้องถิ่นนี้มีพัฒนาการขึ้นเป็นเมืองที่มีความเก่าแก่ไม่น้อยหน้าเมืองอื่นๆในล้านนาแต่อย่างใด อีกทั้งมีความสืบเนื่องเป็นเมืองตลอดมาจนถึงปัจจุบัน
   จากหลักฐานทางโบราณคดี พบว่า มีร่องรอยของบริเวณที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบที่เรียกว่า "เวียง" อยู่สามแห่ง แห่งหนึ่งคงเป็นเวียงเถินหรือตัวเมืองเถิน ที่มีเวียงเป็นศูนย์กลาง แต่ร่องรอยคูน้ำและคันดินสูญหายหมดสิ้น อันเนื่องมาจากการขยายถิ่นที่อยู่อาศัยของเมืองที่อยู่สืบกันมาจนทุกวันนี้ เมืองนี้ในพงศาวดารใบลานของท้องถิ่น เรียกว่าเมือง "อิงฆปรัฐ" เล่ากันว่ากำแพงเมืองและเขตเมืองได้พังจมแม่น้ำวัง ทำให้ในสมัยหลังลงมามีการสร้างเวียงใหม่อีกสองแห่ง คือเวียงป้อมและเวียงเป็ง ในสมัยเจ้าฝั้นเมืองครองเมืองเถิน และเจ้าหาญแต่ท้องครองเมืองลำปาง คือ ราวปี พ.ศ. ๑๙๒๒ ปัจจุบันยังปรากฏซากเวียงทั้งสองอยู่ทางทิศตะวันตกของวัดเวียง ส่วนกำแพงคันดินและคูทางตอนใต้ของวัดเวียงเป็นช่องสองชั้นหันข้างลงแม่น้ำวัง มีซากสถานอยู่บ้างเล็กน้อย
   การมีเวียงอยู่ใกล้กันถึงสามแห่ง เป็นสิ่งบ่งบอกถึงความเป็นเมืองสำคัญของบ้านเมืองโบราณในภาคเหนือที่เคยเป็นเขตแคว้นล้านนา เพราะเมืองสำคัญหลายๆแห่ง ไม่ว่าจะเป็นเมืองเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา และเชียงแสน มักมีเมืองบริวารอยู่ใกล้ๆ เสมอ แต่ในที่นี้เวียงที่เป็นตัวเมืองก็คือเวียงเถินที่มีวัดเวียงตั้งอยู่เป็นศูนย์กลาง การอยู่มาอย่างสืบเนื่องทำให้เวียงเถินกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ตั้งเรียงรายตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของลำน้ำวัง
   โดยเชื้อสายและเผ่าพันธ์คนเถิน แต่เดินคือคนลำปางที่ผสมผสานกับคนพม่า จึงมีความสำพันธ์กับวัฒนธรรมกับวัฒนธรรมพม่าอยู่ไม่น้อย แต่ถ้ามองในสายตาของคนภายนอก คนเถินก็คือคนลาวลำปางที่มีการขยายตัวจากลุ่มน้ำวังมาสู่ลุ่มน้ำยมต่อเขตสุโขทัยและแพร่นั่นเอง
   ก่อนสมัยรํฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมืองเถินยังมีอาณาเขตอยู่เพียงในเขตเวียงเดิมทางฝั่งตะวันตดของแม่น้ำวัง เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีภนนผ่านกลางเมืองตั้งแต่บริเวณบ้านอุมลองลงมายังบ้านเวียงและบ้านสบคือตามลำดับ มีบ้านเรือนสร้างด้วยไม้สัก หลังหน้าจั่วบ้างปั้นหยาบ้าง หันหน้าเข้าถนนเรียงรายไปตลอด และมีวัดตั้งอยู่เป็ระยะไป ที่โดดเด่นคือวัดเวียง ซึ่งมีพระมหาธาตุ เจดีย์ พระวิหาร และซุ้มประตูที่งดงามตามแบบที่พบที่วัดพระธาตุลำปางหลวง นับเป็นเมืองที่สงบเงียบและสวยงาม
   ทว่านับตั้งแต่สมัยรํฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา เมืองเถินก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เพราะมีการสร้างและขยายถนนจากเถินไปยังลำปางให้เป็นเส้นทางที่จะใช้เดินทางไปเชียงใหม่ แทนที่ถนนเส้นเดิมจากเถินไปลี้ ลำพูน และเชียงใหม่ ผลที่ตามมาก็คือทำให้มีการขยายตัวของชุมชนทางตะวันออกของแม่น้ำวังในเขตบ้านดอนไชยมากขึ้น เกิดชุมชนย่านธุรกิจที่มีตึกแถวหลายชั้นขึ้นมาแทน ซึ่งในเวลาต่อมาการเติบโตก็คลี่คลายไปทั้งสองฝั่งของแม่น้ำวังรวมทั้งเขตเมืองเดิมของเถินด้วย ทำให้มีการขยายถนนการเกิดย่านที่อยู่อาศัยและย่านธุรกิจแบบใหม่ จนยากที่จะแลเห็นร่องรอยความเก่าแก่ของย่านที่อยู่อาศัยและความเป็นเมืองที่มีมาแต่อดีตได้
   เถินก่อนหน้าการเติบโตและแออัดไปด้วยสิ่งก่อสร้างที่เป็นคอนกรีตเช่นที่อื่นๆในประเทศไทยขณะนั้น เคยเป็นเมืองเล็กๆที่สวยงาม มีความสัมพันธ์กับธรรมชาติ แต่ละบ้านมีสวนครัวและสวนผลไม้ ที่โดดเด่นก็คือการปลูกส้มเกลี้ยง มีการทำสวนผลส้มเกลี้ยงกันเป็นอันมาก เมื่อรถโดยสารแวะผ่านมาที่เมืองเถินจะมีชาวบ้านนำเอาส้มเกลี้ยงใส่ชะลอมมาขายเป็นประจำ
   แต่สื่งที่ทำให้คนเมืองเถินมีชื่อเสียงมากสมัยหนึ่ง เห็นจะได้แก่การเป็นเมืองแก้วโป่งข่ามที่ผู้คนเกือบทั่วประเทศนิยมกัน นั่นคือราว พ.ศ. ๒๕๑๒-๒๕๑๔ เกิดมีความเชื่อในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของหินแก้วผลึก ที่เรียกว่า แก้วโป่งข่าม ขึ้น โดยเชื่อกันว่าแหล่งเกิดที่สำคัญอยู่ที่บ้านแม่แก่ง อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง มีผู้ไปขุดมาเจีนระไนทำหัวแหวนขาย แก้วหินธรรมชาติดังกล่าวนี้มีหลากหลายสี บางชนิดมีลักษณะพิสดาร โดยมีสิ่งแปลกๆ ที่อยู่ภายในดูคล้ายเป็นเส้นใย เป็นเส้นและพุ่มแบบต่างๆ แต่ชนิดที่มีเส้นคล้ายขนอยู่ภายในเป็นที่นิยมกันมากที่สุดและได้รับขนานนามว่า "แก้วขนเหล็ก" เป็นของกายสิทธิ์ที่ทำให้อยู่ยงคงกระพัน ปราบภูตผีปีศาจและความชั่วร้ายต่างๆได้ เป็นที่เลื่องลือกันจนมีผู้นำไปแต่งนิยายและสร้างเป็นภาพยนต์มีชื่อว่าแก้วขนเหล็กในสมัยหนึ่ง
   ความนิยมเรื่องแก้วโป่งข่ามนี้เกิดขึ้นในบรรดาข้าราชการ นับตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการ และพ่อค้าคหบดีก่อน แล้วจึงแพร่หลายไปยังบุคคลอื่นๆทั่วไป เช่น ตามร้านขายเพชรพลอยและเครื่องราง ของเก่า ตลอดจนร้านค้าแผงลอยตามย่านชุมชนก็มักมีแก้วโป่งข่ามขาย แต่ที่มีมากเป็นพิเศษถึงขนาดเที่ยวเร่ขายตามสถานที่จอดรถเมล์ก็เห็นจะเป็นที่เมืองเถินนั่นเอง
   การหาแก้วโป่งข่ามมาเจียระไนขายเป็นหัวแหวนนี้ ทำให้ผู้คนที่เป็นชาวบ้านชาวเมืองที่อำเภอเถินต่างมีรายได้ และเปลี่ยนฐานะเป็นคนร่ำรวยเป็นจำนวนมาก
   อันที่จริง ความนิยมในเรื่องแก้วผลึกอันเป็นหินธรรมชาติดังกล่างนี้ หาใช่เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๒-๒๕๑๔ ไม่ หากคนในภาคเหนือแต่โบรณสมัยล้านนาได้เคยให้ความสำคัญมาก่อนแล้ว ดังเห็นได้จากการสร้างพระแก้วผลึกทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ขึ้นไว้เป็นพุทธบูชาองค์ที่ใหญ่และสำคัยที่สุดก็คือพระแก้วมรกต อันเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของประเทศ และรองลงมาก็ได้แก่พระแก้วขาว แก้วผลึกสีต่างๆที่มีผู้คนสลักขึ้นไว้บูชาตามวัดหรืฝังลงในกรุตามพระสถูปเจดียืเพื่อความเป็นมงคล และสืบสานพระพุทธศาสนา พระแก้วผลึกหลายๆองค์ทีเดียวที่เป็นพระขอฝนในสังคมชาวล้านนาในภาคเหนือของภาคเหนือของประเทศไทย และชาวล้านช้างในประเทศลาว ซึ่งล้วนให้ความสำคัญในเรื่องหินแก้วผลึกทั้งสิ้น เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้คนในภาคอื่นๆ ของประเทศไทยไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร แต่สาเหตุก็คงเนื่องมาจากว่าที่อื่นๆนั้นไม่มีหินแก้วผลึกมากมายและหลากหลายเท่ากับทางภาคเหนือนั่นเอง
   กล่าวโดยสรุปก็คือ การที่มีที่ตั้งอยู่ในตำแหน่งทางภูมิศาสตร์อันเป็นชุมทางคมนาคมนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้เมืองเถินเกิดการพัฒนาเป็นบ้านเป็นเมืองที่เปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหวตลอดเวลา ชุมชนหมู่บ้านที่เมืองเถินน่าจะมีมาก่อนสมัยสุโขทัยในพุทธศควรรษที่ ๑๙ แล้ว เพราะสภาพแวดล้อมของเถินมีทั้งที่ราบลุ่มและความอุดมสมบูรณ์ของน้ำและป่า ที่จะทำให้ผู้คนที่สัญจรที่ไปมาระหว่างลุ่มน้ำปิง วัง และยม เข้ามาตั้งถิ่นฐานได้
    ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๙ ลงมาเมืองเถินมีฐานะเป็นเมืองด่านชุมทางคมนาคมระหว่างตาก เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ และสุโขทัย และเมืองตรอกสลอบ ที่วัดปงสนุก อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่
   พอถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา เถินก็กลายเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญของล้านนา และในขณะเดีนวกันก็มักถูกใช้เป็นเมืองฐานทัพของฝ่ายตรงข้ามในช่วงที่เกิดสงครามเสมอ เช่น เมื่อครั้งที่อยุธยาและพม่ามีศึกกับทางเชียงใหม่ แต่ความเป็นเมืองที่มีศิลปวัฒนธรรมของเถินนั้นดูเหมือนพัฒนาขึ้นในช่วงที่พม่าขยายอำนาจเข้ามาปกครองหัวเมืองล้านนาอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะบรรดาวัดวาอารามที่สำคัญของเมืองเถิน เช่น วัดเวียง ก็ล้วนสร้างขึ้นในยุคนี้ทั้งสิ้น
 

ที่มา : เมืองเถิน ชุมทางสำคัญในเขตแคว้นล้านนา
โดย : ศรีศักร วัลลิโภดม