ทริป 1 : ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และสำรวจเส้นทางธรรมชาติอุทยานแห่งชาติแม่วะ 1
        
ทีมงานของเราได้มีโอกาสไปสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติแม่วะ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอุทยานแห่งชาติแม่วะครับ โดยมีวัตถุประสงค์คือ ต้องการศึกษาเส้นทางการท่องเที่ยว บันทึกภาพ และศึกษาแหล่งที่พักค้างแรมของนักท่องเที่ยวที่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถพักค้างแรมบนนวนอุทยานได้
โดยสำรวจเส้นทางใหม่ที่จะขึ้นไปสู่หลังแปร หรือพื้นที่ราบบนอุทยานที่มีความสูง ประมาณ 700 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทีมงานที่ร่วมสำรวจกับเราในครั้งนี้ก็ประกอบไปด้วย พี่นันท์ และบอย เป็นเจ้าหน้าที่อุทยานขณะนั้น พี่โชคและจ๋อง เป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้แม่วะ และผม, หนุ่ม, ใหญ่ สำหรับบันทึกภาพและวิดีโอครับ
         ทีมงานของเราออกเดินทางจากจุดเริ่มต้นก็เกือบบ่ายเข้าไปแล้วครับ แต่ก็คำนวนระยะเวลาถึงที่พักประมาณเย็นพอดี ก่อนออกเดินทางพวกเราก็ไปกราบ 'หลวงปู่' ที่ชาวอุทยานให้ความเคารพบูชา ที่ศาลเจ้าเชิงเขาทางขึ้นอุทยาน เพื่อเป็นศิริมงคลและอาศัยบารมีของท่านให้ช่วยคอยปกปักรักษาทีมงานของเราให้เดินทางโดยสวัสดิภาพครับ จากนั้นพวกเราก็เริ่มออกเดินทางปีนเขาขึ้นไป ซึ่งเส้นทางระยะแรกนั้นมีลักษณะชันขึ้นไป ก็ต้องออกแรงมากหน่อย และด้วยร่างกายที่ขาดการออกกำลังอย่างเราบางคนก็ทำเอาล้าไปเหมือนกันครับ ยกเว้น พี่นันท์ บอย และจ๋อง เพราะขานั้นทำงานด้านอุทยานและป่าไม้สำรวจเส้นทางบ่อย ทำให้ไม่มีปัญหาครับ โดยที่ทีมงานของเราก็เก็บภาพถ่ายตามรายทางจุดศึกษาธรรมชาติไปด้วย และก็ได้ความรู้เรื่องสมุนไพรที่ขึ้นอยู่แถวนั้นไปด้วย
 เส้นทางเดินบนหลังแปร อุทยานแห่งชาติแม่
    

 

    เส้นทางศึกษาธรรม
ชาติ ทางเดินขึ้นสู่หลังแปร อุทยานแห่งชาติแม่วะ
  ยิ่งสูงขึ้นไปอากาศยิ่งเย็นสบาย เกือบชั่วโมงกว่าเราก็มาถึงจุดพักชมวิวบนเขา ซึ่งสามารถมองเห็นสันเขื่อนอ่างเก็บน้ำแม่อาบได้อย่างชัดเจนและภูเขาที่รายล้อมอุทยานโดยรอบสลับซับซ้อนสวยงามมาก ผมและหนุ่มก็เลยได้เก็บภาพสวยๆหลากหลายมุม จากนั้นเราก็เดินตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติไปเรื่อยๆจนมาถึงจุดทางแยกลงไปน้ำตก ซึ่งจะเป็นจุดที่เจ้าหน้าที่จะพานักท่องเที่ยวเยี่ยมชมน้ำตกและวกกลับไปที่ทำการอุทยาน แต่ทีมงานของเราจะลัดเส้นทางใหม่เพื่อที่จะไปสู่ที่พักบนหลังแปรซึ่งอยู่ทิศตรงข้ามกับน้ำตก โดยพี่นันท์กะระยะเวลาว่าไม่น่าเกินสองชั่วโมง ซึ่งก็หมายถึงว่าเราจะไม่หยุดพักกันเลยจนกว่าจะถึงจุดกางเต้นท์เพราะว่าอาจจะมืดระหว่างทางได้ โดยอาศัยประสบการณ์ของพี่นันท์ทำให้การเดินทางไม่ยากลำบากนัก สองข้างทางประกอบด้วยต้นไผ่ ไม้พุ่มเตี้ย สลับกับต้นไม้ใหญ่บ้าง และแสงเงาทอดจากอาทิตย์ยามบ่าย เส้นทางที่เราเดินไปนี้มีความชื้นของอากาศมาก ช่วงฤดูฝนจะกลายเป็นทุ่งกล้วยไม้หรือสวนกล้วยไม้ป่าหลากสีสันและหลากหลายสายพันธุ์ ระหว่างทางเดินเราจะพบร่องรอยของสัตว์ป่าบ้างเหมือนกัน เช่นรอยเท้าของสุนัขป่าที่พึ่งจะผ่านไปก่อนหน้าที่เราจะมาถึง และยังได้กลิ่นตัวจางๆของมันอีกด้วย เราเดินทางไปได้เกือบจะพลบค่ำ ซึ่งพี่นันท์บอกว่าเป็นระยะทางแค่ครึ่งเท่านั้น ทำให้ทีมงานของเราต้องเร่งฝีเท้าขึ้นอีก ประกอบกับเริ่มชินกับการเดินทางทำให้เหนื่อยน้อยลง เมื่อเดินผ่านบริเวณป่าไผ่ที่รกครึ้มออกมาแล้ว พวกเราก็ได้ยินเสียงเหมือนลมพัดใบไม้ไหว "ซูม ซูม" อยู่ข้างหน้า พี่นันท์ที่อยู่ข้างหน้าก็บอกให้เรานิ่งเงียบดู แล้วเราก็ได้เห็นฝูงไก่ป่าฝูงใหญ่ ร่วมประมาณ 50 ตัวได้ บินอยู่บนต้นไม้ไหวไปหมด พอเราเริ่มเดินไปอีกก็มีให้เห็นอีกหลายฝูงด้วยกัน ตกค่ำอากาศเริ่มเย็นลงไปอีกเพราะเป็นบรรยากาศของฤดูหนาว ระยะทางจากจุดนี้ไปถึงที่พักก็อีกไม่ไกลนัก และเราก็มาถึงจุดที่พักของคืนแรก

          ทิวทัศน์ ณ บริเวณจุดชมวิว ซึ่งมองเห็นสันเขื่อนแม่อาบได้อย่างชัดเจน

        สถานที่พักของคืนแรก บริเวณต้นน้ำของน้ำตกบนวนอุทยาน

      จุดพักแรมคืนแรกที่เราจะมาพักกันนี้เป็นที่โล่งใจกลางป่าไม้รายรอบ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะใช้เป็นที่กางเต้นท์นอน ภูมิประเทศโดยรอบเป็นลานโขดหินสลับกับพื้นที่กว้าง มีธารน้ำตกเล็กๆมีน้ำตลอดทั้งปี น้ำใสและเย็นสบายอาบเล่นได้เพราะไม่ลึกมากแถมมีปลาชุม ตรงจุดบริเวณนี้เราจะเริ่มเห็นต้นสนสองใบบ้างแล้ว
      หลังจากที่นั่งพักกันพอหายเหนื่อยแล้ว เราก็เริ่มช่วยกันทำที่พัก โดยพี่นันท์และบอยเป็นหัวเรือใหญ่ ส่วนจ๋องก็เป็นแผนกจัดหาอาหารการกิน จุดที่พักนี้พี่นันท์และบอยเคยมาพักบ่อยเมื่อออกสำรวจอุทยานมีเพียงแปลนอนก็สบายแล้ว ส่วนพวกเราก็ต้องอาศัยเต้นท์นอน หลังจากเสร็จภาระกิจกันแล้วก็ได้เวลาอาหารและพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติภายใต้เงาจันทร์และเสียงจากธรรมชาติ ยิ่งดึกอากาศก็ยิ่งเย็นมากขึ้นแต่ก็ไม่หนาวมากนัก
      รุ่งเช้าทีมงานก็จัดแจงเก็บสัมภาระเตรียมออกเดินทางหลังอาหารมื้อเช้าปลากระป๋องและของแห้ง เส้นทางเดินในวันนี้พี่นันท์จะพาไปดูจุดกางเต้นท์ที่สองของเราบริเวณทุ่งกระเจียว ที่ห่างออกไปอีกประมาณ 10 กิโลเมตรและต้องตัดผ่านเส้นทางลัด ซึ่งทีมงานของเราต้องสำรวจทางเดินใหม่ สองข้างทางในวันนี้ต่างจากพื้นที่เมื่อวาน คือ จะมีระยะของต้นไม้ใหญ่มากขึ้น และสลับกับป่าโปร่ง ต้นไม้ส่วนมากเป็นไม้เนื้อแข็ง เข่น เต็ง รัง ไม้แดง สลับกับต้นสนสองใบที่ขึ้นบนอุทยานเช่นเดียวกับที่ดอยอินทนนท์และภูกระดึง ลำต้นมีขนาดใหญ่ประมาณ 2-3 คนโอบ ความสูงประมาณ 30-40 เมตร ตามพื้นป่าจะพบพืชสมุนไพรและว่านหลากหลายชนิด และแมลงต่างๆ รังต่อ ซากรังผึ้ง และจอมปลวกขนาดใหญ่ มีความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ ผมและหนุ่มก็ได้ถ่ายภาพไว้บ้างตามการบรรยายของพี่นันท์ สำหรับการเดินทางช่วงเช้านี้ เราได้ประมาณเวลาว่าน่าจะถึงจุดพักที่สองในเวลาเที่ยงวัน และก็ไม่เร่งรีบมากนัก
     กระทั่งทีมงานของเราก็เดินทางทะลุมาถึงเส้นทางสำรวจของเจ้าหน้าที่อุทยานบริเวณกลางเขา เป็นเส้นทางเดินเล็กๆที่มีร่องรอยของการเดินป่า และเราก็ได้ทำเครื่องหมายตำแหน่งเอาไว้ที่ต้นไม้ เพื่อว่าขากลับเราจะได้ลัดเส้นทางจากจุดนี้ไปยังจุดทางลงเขาสู่ชั้นน้ำตกผ่านบริเวณที่เราพักคืนก่อน จากนั้นเราก็เดินทางมุ่งสู่ลานแปร สองข้างทางเป็นป่าชื้นสลับกับป่าโปร่งและมีพืชตระกูลมอสและเฟริน์บ้าง พืชเถาวัลย์ขนาดใหญ่ และโพรงไม้ที่สามารถบรรจุคนได้ถึงสามคน ทางเริ่มชันลงไปสู่ลำห้วยที่เราจะข้ามไปยังทุ่งหญ้า ที่ลำห้วยนี้เองเราก็ได้พบกับรอยเท้าหมูป่ามากมายหลายขนาดด้วยกัน ซึ่งเป็นรอยเท้าใหม่ พี่นันท์บอกกับเราว่าตรงจุดนี้เป็นโป่งสัตว์ป่า สัตว์ป่ามักจะมากินน้ำและหาอาหารบริเวณนี้ พอพ้นจากลำห้วยไปแล้ว เราก็ออกไปสู่ลานหญ้าสลับกับไม้พุ่มเตี้ย ซึ่งเกือบจะถึงจุดที่พักแล้ว และก็กำลังจะผ่านทุ่งกระเจียวป่าซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นจุดกางเต้นท์ของนักท่องเที่ยวในอนาคต แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ฤดูนี้กระเจียวยังไม่ตั้งดอก เหลือให้เห็นเพียงลำต้นที่ไม่สมบูรณ์ไม่กี่ต้น และที่ข้างๆกันนั้นเองก็มีปรักหมูป่าอีกสองจุด ปรักที่ใหญ่ที่สุดนั้นติดกับต้นมะเดื่อที่หมูป่ามาอาศัยกินผลของมัน พบรอยเท้าหลายรอยบริเวณรอบๆและรอยนอนปรักของหมูป่า ซึ่งคาดว่าคงจะไปก่อนหน้าที่เราจะเข้ามาไม่นานนัก เพราะรอยเท้ายังใหม่และมีกลิ่นสาปสัตว์ และมีขนาดใหญ่กว่าที่พบตอนแรกมากสังเกตุจากรอยการนอนและรอยเท้าเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 เซนติเมตร

    ลำห้วยที่พบรอยหมูป่า ทางเดินไปสู่ลานทุ่งดอกกระเจียว บริเวณลานทุ่งกระเจียว
ผ่านจากทุ่งกระเจียวไปจุดพักของเราในวันนี้ เราต้องเดินข้ามลำธารเล็กที่มีน้ำไหลและมีน้ำท่วมขังบนพื้นที่แถบนั้นกลายเป็นแอ่งน้ำโดยทั่วไป เป็นที่อาศัยของพันธุ์พืชชนิดต่างๆ รวมถึงพืชชนิดหนึ่งที่น่าสนใจซึ่งจะได้เล่าต่อไป พ้นจากเขตธารน้ำแล้วเราก็พบกับกระท่อมหลังเล็กๆ สภาพโย้เย้ร้างคนอาศัยมานาน แต่กระท่อมที่พักของเรานั้นอยู่ถัดเข้าไปอีกซึ่ง พี่นันท์และบอยได้มาพักอาศัยเมื่อครั้งสำรวจวนอุทยาน ลักษณะกระท่อมคล้ายกระท่อมท้องนาโดยทั่วไป ซึ่งเจ้าของเดิมเป็นคนเลี้ยงวัวได้นำวัวมาเลี้ยงที่นี่ และจะสังเกตุได้ว่าบางสถานที่ระหว่างทางเดินเราจะได้เห็นรอยเท้าของวัวทั่วไป จากการบอกเล่าว่าวัวที่นี่ปัจจุบันส่วนมากจะกลายเป็นวัวป่าเนื่องจากชาวบ้านนำวัวมาเลี้ยงแล้วพลัดหลงกันไป หรือไม่เจ้าของก็ได้เสียชีวิตไป จึงทำให้วัวเหล่านี้เร่ร่อนอาศัยหากินบนอุทยาน และยังกล่าวกันว่า มีผู้เฒ่าชาวบ้านแม่วะผู้หนึ่งยังคงอาศัยอยู่บนหลังแปรนี้ และนานๆถึงจะลงไปข้างล่างบ้าง ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยมีคนพบเห็นแก ว่ากันว่าแกมีอาคมเสกเป่าคาถาปิดป่าแล้วจะไม่มีใครมองเห็นที่อยู่ของแก เจ้าหน้าที่อุทยานมักจะเห็นแกบ้างในบางครั้ง
  กระท่อมที่เราได้มาพักนี้มีที่ทำครัวและที่นอน พวกเราลงความเห็นว่าน่าจะเป็นที่เก็บเสบียง หรือศูนย์อำนวยการชั่วคราวได้ถ้าหากมีนักท่องขึ้นมาพักกางเต้นท์บริเวณทุ่งกระเจียว หลังอาหารกลางวันพวกเราก็ลงมาพักด้านล่างของกระท่อมใต้ต้นสนสองใบ พูดคุยกันถึงโครงการและความน่าจะเป็นถึงโครงการท่องเที่ยวและที่พักค้างแรมของนักท่องเที่ยวบนอุทยาน เหมือนดังเช่นที่ภูกระดึง เพราะมีสภาพป่าที่คล้ายคลึงกันในด้านต่างๆ แต่ที่อุทยานแม่วะนี้มีความบริสุทธิ์ของป่ามากกว่า มีความเงียบสงบและไม่รกชัด พืชพันธุ์ธรรมชาติคล้ายกัน เช่นสนสองใบและทุ่งกระเจียว แต่มีข้อได้เปรียบคือใกล้แหล่งน้ำและมีความสูงน้อยกว่า
   และที่บริเวณใกล้ๆกระท่อมนี้เอง ตามแอ่งน้ำเราจะพบต้น'หม้อข้าวหม้อแกงลิง' ขึ้นอยู่โดยทั่วไป แต่เราไม่ทราบสายพันธุ์มีแต่ภาพถ่ายมาให้ดูครับ พี่นันท์บอกกับเราว่าเคยมีฝรั่งได็เห็นภาพทางอินเตอร์เนต แล้วติดต่อทางอุทยานขอรายละเอียดกันเลยก็มี ซึ่งใบอ่อนจะมีสีเขียวอ่อนส่วนใบแก่จะมีสีออกแดงครับ

 ขวา : ป่าบริเวณโดยรอบทุ่งกระเจียว

 ซ้าย : ต้นหญ้าชนิดหนึ่ง มีดอกสีแดงเล็กๆ มีเมือกคอยดักกินแมลง พบได้ที่บริเวณทุ่งกระเจียว
  กระท่อมกลางป่า จุดที่พักกลางวันของเรา     ภายใต้ต้นสนสองใบ     หม้อข้าวหม้อแกงลิง

  
  ในทริปครั้งนี้เราก็มีเรื่องเล่าบนอุทยานมาฝากด้วยครับ เกี่ยวกับกระท่อมร้างหลังนั้น และการเดินทางกลับที่ออกจะแปลกใจกับทีมงานของเราอย่างมากครับ สำหรับเรื่องราวของกระท่อมร้างหลังโย้ที่เราผ่านมาในตอนแรกนั้น พี่นันท์และบอยก็เล่าให้กับพวกเราฟังที่กระท่อมหลังนั้นเคยมีคนมาฆ่าตัวตาย จนหลายวันกว่าจะมีคนมาพบศพ และเชื่อว่าวิญญาณยังวนเวียนดูแลสถานที่บริเวณนี้ และเป็นที่เล่าขานของคนเลี้ยงวัวว่ากระท่อมหลังนี้เฮี้ยนจริงๆ เคยมีคนเลี้ยงวัวไปนอนพักบนกระท่อม ก็จะเหมือนมีคนมาส่ายกระท่อมหรือลากแขนลากขากันเลยทีเดียว ทำเอานอนไม่ได้และกลัวไปตามๆกัน อย่างพี่นันท์และบอยมานอนที่นี่บ่อยๆ บางครั้งก็จะได้ยินเสียงและบรรยากาศแปลกๆรอบบริเวณนี้ แต่พวกเขาก็บอกว่าชินและก็เลิกกลัวไปแล้ว ส่วนพวกเรานั้นก็ได้แต่ฟัง ส่วนจ๋องนั้นเงียบเสียงไปนานแล้ว ในตอนแรกเรากะว่าจะสำรวจพื้นที่บริเวณนี้และค้างคืนที่นี่ และให้จ๋องลงไปเอาเสบียงที่สำคัญ(เหล้าป่า) และอาหารนิดหน่อยที่บริเวณน้ำตกโดยจะให้เจ้าหน้าที่นำมาส่งเพื่อเป็นการย่นระยะทาง แต่จ๋องไม่ยอมไปท่าเดียวเพราะกลัวขากลับจะมืดค่ำเสียก่อน เราเลยต้องเปลี่ยนแผนการกระทันหัน ด้วยเวลากลางคืนในป่านั้นยาวนานและเงียบเหงาสำหรับพวกเรามาก ยิ่งเมื่อได้ยินกิตติศัพท์ของผีกระท่อมแล้วทำเอาพวกเราพูดติดตลกว่าสงสัยคืนนี้คงจะนอนไม่หลับ และมานอนกองรวมกันระวังภัย(ผี)กันเลยทีเดียว สรุปแล้วว่าไม่มีใครลงไปเอาเสบียง เราเลยต้องเปลี่ยนแผนการกันใหม่ คือ กลับลงไปพักบริเวณน้ำตกตาดหลวงกันเพราะมีพื้นที่ราบเหมาะสำหรับกางเต้นท์นอน ประกอบกับผมและหนุ่มจะได้บันทึกภาพยามเย็นบริเวณน้ำตกด้วย เมื่อลงมติเป็นที่เรียบร้อยเราก็เก็บสัมภาระ ดูใหญ่และจ๋องจะรีบเป็นพิเศษ
    เราย้อนกลับมาตามเส้นทางเดิมและแวะถ่ายภาพมาเรื่อยๆโดยมีพี่นันท์และบอยนำทาง ใหญ่ลำเลียงสัมภาระหนักเพราะตัวใหญ่ ส่วนจ๋องนั้นเงียบมาตลอดทาง เราเดินทางมาได้ซักครู่ต่างก็คิดว่าเราน่าจะใกล้ถึงจุดที่ทำเครื่องหมายตอนขามากันแล้ว โดยที่พี่นันท์แล้วก็พวกเราต่างก็ช่วยกันสังเกตุมาโดยตลอด แต่แล้วพี่นันท์ก็บอกให้พวกเราหยุดเดินกันก่อน แล้วแกก็บอกว่า เราเดินเลยจากจุดที่เราทำเครื่องหมายมาแล้ว พวกเราบางคนไม่เชื่อเพราะเราเดินมาแค่ไม่นานเอง แล้วลองย้อนกลับไปดูปรากฏว่าสองข้างทางเหมือนกับว่าไม่เคยผ่านมาก่อน จึงได้ตกลงกันว่าถ้าเช่นนั้นเราลองเดินไปต่อข้างหน้าแล้วค่อยหาแนวเขาเพื่อลัดไปสู่น้ำตก พอเราออกเดินได้อีกซักพักเดียวเรื่องไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นคือเราเดินถึงบริเวณสุดขอบเขาแล้ว ข้างล่างเป็นป่ารกไม่มีทางเดิน' เราหลงป่าแล้ว' เราถูกปิดป่า
    พวกเราเริ่มหารือกันว่าเราจะลัดเส้นทางจากจุดนี้มุงไปทางทิศเหนือตามแนวสันเขา เพื่อที่จะไปหาลำห้วยบนเขาให้เจอก่อนแล้วค่อยลัดเลาะไปสู่น้ำตก จากนั้นพี่นันท์และบอยก็นำทางลัดเลาะหาเส้นทางที่สะดวก บางครั้งทางก็ตัน บางครั้งก็ต้องอ้อมหุบเขา ทุกเส้นทางเต็มไปด้วยต้นหนามเกี่ยวทำให้เดินทางยากมากขึ้น บางครั้งก็ต้องหยุดปรึกษากัน กว่าจะพ้นป่าหนาม ป่าไผ่ออกมาได้ก็เกือบเป็นชั่วโมง จากนั้นก็อ้อมแนวสันเขาเป็นระยะทางไกลๆอีกหลายจุด ทำเอาล้าไปตามๆกัน ที่หนักสุดเห็นจะเป็นใหญ่ซึ่งแบกสัมภาระหนัก พวกเราจึงต้องหยุดพักตลอดระยะทาง ประกอบกับน้ำที่เรานำติดตัวมานั้นเริ่มหมดไป ขณะนั้นทีมสำรวจของเราก็หาออกหาเส้นทาง แล้วตะโกนบอกต่อๆกัน กระทั่งเห็นเป็นเส้นทางที่น่าจะใช่ ก็ได้บอยมาช่วยแบ่งเบาสัมภาระด้วย ถ้าไม่คิดว่านี่คือการหลงป่าแล้ว ก็นับว่าทิวทัศน์บริเวณที่เราได้ผ่านมาในบางจุดเป็นสถานที่สวยงามมาก บางที่มีลานกว้างเหมาะพักเต้นท์ บางแห่งมีต้นไม้ใหญ่เต็มไปหมด ทั้งต้นสนสองใบด้วยที่สูงตระง่านสู่ท้องฟ้า ผมไม่ลืมที่จะถ่ายภาพบันทึกไว้ หรืออาจจะเป็นวิธีการที่ให้ได้เรามาชมสถานที่แห่งนี้ หลายคนคิดอย่างนั้น
    พอพ้นแนวป่ารกออกมาแล้วนั้น เราก็ออกมาถึงสันเขาที่ลาดเอียงลงไปข้างล่างมีลักษณะคล้ายกับสันอ่างเก็บน้ำและมีต้นสนสองใบขึ้นอยู่เป็นแนวตัดกับขอบฟ้าสวยงามมาก เราได้ยินเสียงน้ำดังแว่วๆมาแต่ไกล แต่ก็ต้องเงี่ยหูฟังให้ดี เพราะเสียงน้ำกับเสียงลมในป่านั้นคล้ายกันมาก อาจพาให้เราหลงป่าลึกเข้าไปอีกได้ ซักพัก จ๋องก็ตะโกนให้เราตามไป บอกว่าเราเจอห้วยน้ำแล้ว ทุกคนก็หายใจโล่งไปส่วนหนึ่งแล้วออกเดินทางลัดเลาะไปตามแนวป่าไผ่จนถึงลำห้วยใส น้ำไหลเอื่อย เย็นชื่นใจ และจากสถานณะการนั้นเอง เราก็เรียกพี่นันท์ว่า 'นันท์ พาหลง' และบอยว่า 'บอย พาเพลิน'
     
  ต้นสนสองใบและไม้ใหญ่ระหว่างทางขากลับ    ลำห้วยที่เราหากันจนพบเมื่อหลงป่า
    จากนั้นเราก็ออกเดินทางต่อ คราวนี้เราอาศัยแนวลำห้วยและแนวสันเขาเป็นเกนฑ์ เวลาเริ่มคล้อยบ่ายมากแล้วเราจึงเร่งฝีเท้ากันมากขึ้น ระหว่างทางและดูจากภูมิประเทศผมคิดว่าน่าจะใกล้บริเวณน้ำตกมากแล้ว ประกอบกันหูแว่วได้ยินเสียงคนตะโกนมาเป็นระยะ แต่กลับไม่ใช่ ผมถามทีมงานบางคนก็ได้ยินเหมือนกัน เกือบพลบค่ำเราก็มาถึงทางแยกลงบริเวณน้ำตก เป็นที่แนวเขาสองลูกมาบรรจบกันสามารถมองเห็นทิวเขาฝั่งตรงข้ามอีกลูกอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ประกอบกับเวลานั้นอาทิตย์กำลังตกดินจึงได้ภาพย้อนแสงสวยๆด้วยครับ เราทะยอยเดินลงไปตามทางเดินชันลงไปข้างล่าง โดยมีพี่นันท์ ใหญ่ และจ๋องล่วงหน้าไปก่อน ส่วนทีมงานที่เหลือขอบันทึกภาพไปเรื่อยๆก่อน จนมาถึงแยกลงน้ำตกตาดหลวงและน้ำตกตาดน้ำบ่อซึ่งมีบอยคอยบอกทางให้ จากจุดนี้ก็จะลงไปยังน้ำตกตาดหลวงซึ่งจะเป็นที่พักของเราประมาณ 50 เมตร มีลักษณะเป็นทางชันมีป่าไผ่ปกคลุมมองลงไปยังไม่เห็นน้ำตก และเหมือนว่าขณะนั้นผมและบอยก็ได้ยินเสียงนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นกีต้าร์ร้องเพลงกันดังมาเป็นระยะๆ และบางครั้งก็ตะโกนเรียกให้รีบลงมาไวๆ ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นกลุ่มของพี่โม่งเจ้าหน้าที่อุทยาน ที่จะนำเอาเสบียงมาส่งพวกเรามากกว่า เพราะว่าเย็นมามากแล้วนักท่องเที่ยวน่าจะลงไปกันจนหมด หลังจากหยุดรอหนุ่มอยู่ซักครู่ใหญ่ ก็เห็นหนุ่มกำลังตามลงมาจากเขา ผมจึงได้เดินลงไปสมทบข้างล่าง
   เมื่อผมลงไปถึงบริเวณที่จะใช้พักแรมคืนนี้แล้ว ผมก็ได้ประหลาดใจอีกครั้งหนึ่ง ผมมองไม่เห็นกลุ่มใครเลยนอกจาก พี่นันท์คุยกับพี่โม่งเบาๆ ใหญ่ซึ่งนอนแผ่บนชะง่อนหินริมน้ำตก ผมมองไปรอบๆอีกครั้งเพื่อความแน่ใจก็ไม่เห็นใครมาร้องเพลงเล่นกีต้าร์อยู่แถวนี้ และผมกับบอยก็ไม่มีใครพูดกันถึงเรื่องนี้ ส่วนหนุ่มที่ตามลงมานั้น ก็บอกกับพวกเราอีกว่าพอมาถึงตรงจุดทางแยกก็ไม่เห็นทางลงไปสู่ตาดหลวงได้เห็นเพียงทางแยกไปสู่ตาดน้ำตกถัดไปซึ่งเป็นทางเดินที่ต้องปีนขึ้นไปอีก ระหว่างทางเดินนั้นเองก็มองลงมาเห็นบริเวณตาดหลวงที่ผมและใหญ่นอนเล่นอยู่อย่างชัดเจน และก็ได้ตะโกนเรียกผมดังๆก็ไม่มีใครได้ยิน จึงได้หันกลับลงทางเดิม ระหว่างทางก็ได้ภาพสวยๆหลายภาพ หนุ่มบอกว่าถ้าไม่หลงขึ้นไปคงจะไม่มีโอกาสเก็บภาพเหล่านี้ได้ หลังจากทีหนุ่มกลับลงมาถึงทางแยกก็พบทางลงได้อย่างง่ายดาย สร้างความประหลาดใจให้แก่หนุ่มและพี่โชคอย่างมาก ส่วนพวกเราก็ได้แต่คิดว่าหนุ่มคงจะถ่ายภาพจนเพลินจึงได้ลงมาล่าช้า
   ภาพป่าที่มีความสมบูรณ์ระหว่างทางไปสู่ทางแยกลงน้ำตก     ทางแยกลงน้ำตกมองเห็นแนวเขาตรงข้าม
    
อากาศที่นี่เย็นแต่ไม่หนาวมากนัก จากการบอกเล่าของพี่โม่งบอกว่าอากาศข้างล่างค่อนข้างหนาว เป็นที่น่าแปลกว่าที่ข้างบนนี้กลับเย็นสบาย หลังจากพี่โม่งกลับลงไปแล้วพวกเราก็จัดเจงสถานที่และหุงหาอาหาร แรกทีเดียวเราคิดว่าจะไม่กางเต้นท์นอนแต่ก็กลับเปลี่ยนใจซะยังงั้น โดยที่มีผม ใหญ่ และหนุ่มเป็นผู้อาศัย ส่วนคนอื่นชอบบรรยากาศกลางแจ้งมากว่า ส่วนสถานที่นอนของเราคืนนี้นั้นพิเศษหน่อยตรงที่ว่ายังไม่เคยมีใครมาพักค้างแรมมาก่อน และเหมาะสำหรับเป็นจุดกางเต้นท์ของนักท่องเที่ยวในอนาคต
   ขณะที่จ๋องกำลังจัดเตรียมอาหารอยู่นั้นเอง จ๋องก็ทะยอยนำถ้วยชามออกมาจากกระเป๋าก็พบ 'ช้อนสังกะสี' สีเขียวใบหนึ่ง ซึ่งเป็นช้อนที่เก็บไว้ที่กระท่อมหลังที่เราได้ใช้เป็นที่พักเมื่อตอนกลางวัน แต่จ๋องก็บอกกับเราว่าได้ตรวจเช็คสัมภาระดีแล้วและไม่ได้เอามา ทุกคนก็เลยแซวว่ามิน่าเราถึงหลงป่า เพราะดันไปเอาช้อนของเจ้าของกระท่อมมาจึงได้ติดตามมาเอาคืน และก่อนกลับยังได้สัญญาว่ากล่าว ว่าจะหาเหล้ามากินที่กระท่อม จึงทำให้เจ้าของกระท่อมไม่พอใจตามมาหลอกหลอนตลอดทางกลับ แต่จ๋องก็ยังยืนยันว่าไม่ได้เอาช้อนใบนี้มาอยู่ดี และสำหรับเรื่องของจ๋องที่ตลอดระยะทางกลับที่พวกเราหลงป่าอยู่นั้น ด้วยท่าทีที่เงียบผิดปกติและไม่ออกความเห็นของจ๋อง ซึ่งเรามารู้ภายหลังจากการบอกเล่าของจ๋องเองว่า ตลอดทางกลับนั้นเหมือนกับว่ามีคนตามเราออกมาตลอดทางจนพวกเราหลงป่า และมองดูที่เงาก็เหมือนกับมีตาคอยจ้องมองตลอดเวลา จึงรู้ว่าจะต้องมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และผู้ตายที่เคยอาศัยที่กระท่อมร้างนั้นเคยเป็นเพื่อนกับจ๋อง และจากเรื่องราวช้อนปริศนานี้จึงได้ตั้งสมญานามว่า 'จ๋อง จ้อน' (จ้อน=ช้อน)
    หลังดินเน่อร์ใต้แสงจันทร์กันแล้ว พวกเราก็พูดคุยและเล่าเรื่องประสบการณ์ต่างๆกัน และเรื่องทรัพยากรทางธรรมชาติและการอนุรักษ์ป่าไม้ สลับกับร้องเพลงกันบ้าง โดยที่พี่นันท์และบอยมีเพลงเกี่ยวกับป่าไม้มาเพียบ และที่ขาดไม่ได้คือเพลง สืบ นาคเสถียร นักต่อสู้แห่งผืนป่าของวงดนตรีคาราบาว ตกดึกจึงแยกย้ายกับไปพักผ่อน คงเหลือผมและจ๋องที่คุยกันต่อซักพัก จึงได้แยกกันไปนอน
    เต้นท์ที่ผมนอนนั้นเป็นเต้นท์สำหรับสามคนนอน หนุ่มนอนอยู่ด้านซ้าย ใหญ่นอนอยู่ด้านขวา ส่วนผมนอนอยู่กลาง ตกดึกขณะที่ทุกคนหลับสบายกันหมดแล้ว ใหญ่สะดุ้งตื่นขึ้นมา ก็เอ๊ะใจว่ามีคนเดินไปมาอยู่ข้างนอกจึงคิดว่าน่าจะเป็นจ๋องคงตื่นขึ้นมาเติมฟืน ก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่พอได้ยินเสียงเดินบ่อยเขาก็ชักไม่แน่ใจได้แต่นิ่งเงียบไว้ไม่อยากปลุกผมขึ้นมาด้วย ซักพักเสียงเดินก็เงียบไป สักครู่ก็ได้ยินเสียงอื่นเขามาแทน เป็นเสียงคนเดินเคาะไม้เท้ามีเสียงลูกกระพรวน 'กรุ๊ง กริ๊ง' เดินลงมาจากป่าด้านบนน้ำตก เดินวนบริเวณที่พักของเรา และกองไฟที่เราสุมไว้ก็ลุกพลึบเป็นระยะเหมือนกับว่ามีใครมาสุมไฟในกอง ส่วนใหญ่ไม่กล้ามองออกไปนอกเต้นท์หลับตาฟังอย่างเดียว จนเช้าวันต่อมาจึงได้ยินคำบอกเล่าของใหญ่ สรุปว่าพวกแรกคงเป็นสัมพระเวสีที่คอยจะมากลั่นแกล้งพวกเรา และก็ได้บุญบารมีของหลวงปู่ที่คอยปกปักรัษาพวกเราจึงไม่เกิดเหตุการณ์ใดขึ้น และก็รู้สึกได้ว่าหลวงปู่จะคุ้มครองพวกเราให้เดินทางโดยสวัสดิภาพไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ
    อาหารเย็นใต้เงาจันทร์      เต้นท์พักของเราที่อยู่ไม่ไกลจากกองสุมไฟมากนัก
    ห้องนอนที่ใหญ่ที่สุดในโลก      ยามเช้าบริเวณตาดหลวง
    
หลังจากเวลากาแฟและอาหารเช้ากันแล้วพวกเราก็ออกเดินทางกลับอย่างไม่รีบเร่งกันนัก โดยอาศัยเส้นทางศึกษาธรรมชาติของน้ำตกชั้นต่างๆเพื่อบันทึกภาพ และกลับลงสู่ที่ทำการอุทยาน อากาศในช่วงเช้าที่นี่สดชื่นมากและมีความสวยงามทางธรรมชาติป่าเขา พอมีสัตว์ป่าโผล่มาให้ได้เห็นบ้างเช่นพวกอีเห็น นก และสัตว์ป่าตัวเล็ก ชั้นน้ำตกต่างๆมีความสวยงามต่างกันไปและเว้นระยะห่างกันไม่มากนัก ใช้เวลาเดินไม่ยาวนานเท่าไหร่ นักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมได้ไม่ลำบากนัก
    สำหรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และสำรวจเส้นทางธรรมชาติในครั้งนี้ ทางเราหวังว่าจะเก็บภาพความสวยงามบนอุทยานเพื่อมาถ่ายทอดให้แก่สาธารณะชนทั่วไป และสำรวจจุดที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวสำหรับพักค้างคืนในโอกาสต่อไป เพราะเราได้เล็งเห็นแล้วว่าสภาพป่าและภูมิประเทศนั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง แต่มีความสูงน้อยกว่า และมีสภาพป่าที่สมบูรณ์ อนาคตเราคงได้มีโอกาสขึ้นไปสัมผัสกันครับ ในทริปนี้ก็ต้องขอขอบคุณไปทางเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่วะทุกท่านครับ ที่เอื้อเฟื้อความสะดวกให้ทีมงานของเราได้ไปท่องเที่ยว สำรวจ และบันทึกภาพครับ และที่สำคัญสำหรับพี่นันท์และบอย สำหรับการนำทางในทริปนี้ครับ โอกาสหน้าหากมีโอกาสท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และสำรวจเส้นทางธรรมชาติในสถานที่อื่นๆ เราก็จะได้นำเรื่องราวมาบอกเล่ากันต่อไปครับ...'กฤช
อุทยานแห่งชาติแม่วะ  ท่องเที่ยว    หน้าหลัก
หน้าหลัก เมืองเถิน เรื่องเล่าเมืองเถิน ประวัติเมืองเถิน